KZM - Kill Zone Model (By Value Visions)

บทความนี้รวบรวมมาจาก 

Value Visions  (http://value-visions.blogspot.com/)

*ถ้าเห็นว่าไม่เหมาะสม แจ้งให้ลบได้ทันทีนะครับ
ผมต้องการรวบรวมไว้เผื่อเป็นแหล่งความรู้ในโพสเดียวกันเท่านั้น

-------------------------------------------------------------


0073 : Basic KZM

วันนี้ผมจะมาพูดถึงการเทรดแบบ KZM แบบ Basic นะครับ
ซึ่งเจ้าตำหรับการเทรดแบบนี้ก็คือพี่ต้าน Mudley Group นั่นเอง
ซึ่งผมเองก็อาศัยเรียนรู้จากสิ่งที่พี่ Mudley เค้าได้เผยแพร่ไว้
ตาม Pantip หรือใน Blog ของพี่เค้าครับ
การเทรด KZM นั้น หากเรามองผิวเผินอาจจะดูเหมือนยุ่งยาก
เพราะมีตั้ง 4 กอง แถมยังให้แบ่งการเข้าซื้อเป็น Unit ย่อยอีก
ซึ่งอันที่จริงแล้วหากเราตั้งใจมองและทำความเข้าใจดีๆ
เราจะพบว่าการเทรดแบบนี้ไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่เราคิดเลยครับ
ตรงกันข้าม มันกลับง่ายมากๆด้วย ง่ายจนผมเอาไปสอนแฟนผม
เค้าเข้าใจ concept ใน 5 นาทีด้วยซ้ำ
ก่อนอื่นต้องแนะนำก่อนว่า KZM คืออะไร
KZM ย่อมาจาก Killer Zone Model by MudleyGroup ครับ ยาวม่ะ : )
อันที่จริงมันคือการเทรดแบบ Fraction Trading ซึ่งพี่ Mudley
เค้าอธิบายว่ามันคือ "การต่อสู้โดยสัดส่วน"
เหมือนตลาดหุ้นเป็นสงคราม
ตัวนักลงทุนแต่ละคนก็คือแม่ทัพ
เงินของนักลงทุนแต่ละคนก็คือกองทัพ
การต่อสู้โดยสัดส่วน ็คือ การแบ่งเงินของเราเป็นส่วนย่อยๆ
เหมือนเป็นกองทัพเล็กๆ เพื่อส่งไปต่อสู้กับกองทัพของคนอื่น
( เช่น นลท. สถาบัน , นลท. ต่างประเทศ ) ในสถานการณ์ต่างๆ
โดยเงินที่เราแบ่งไว้เป็นส่วนย่อยๆ จะเรียกว่า "กอง"
แต่ละ "กอง" ก็จะมีหน้าที่แตกต่างกันไป
พี่ Mudley เค้าจะให้แบ่งเงิน เป็น 4 กอง เท่าๆกัน นะครับ ดังนี้ครับ
กอง A   เป็นกองกำลังหลัก ( Zone Trading )
กอง B   เป็นหน่วยรบคุ้มกันกอง A ( Day Trade )
กอง C   เป็นหน่วยรบแบบกองโจร ( Technical Trading )
กอง D   เป็นหน่วยอารักขากองโจร ( Day Trading )
โดยทั้ง 4 กอง ก็จะมีหน้าที่ต่างกัน บทบาทต่างกัน
และแต่ละกองยังช่วยฝึกฝน Skill ในการเทรดให้กับเรา ดังนี้ครับ
กอง A ช่วยฝึกเรื่องวินัยในการเทรด ( เทรดตามโซน )
กอง B เป็นการฝึกสัญชาติญาณในการเทรด ในการหาจุดออกทำกำไร ใน Zone
กอง C เป็นการฝึกอ่านกราฟ เทคนิคคัล Skill รวมทั้ง Trading Skill
กอง D เป็นการฝึกสัญชาติญาณในการเทรด ในการหาจุดออกทำกำไร
ครั้งต่อไปผมจะมาพูดเจาะลงไปในแต่ละกอง ทีละกองนะครับ
อ้อ ผมลืมพูดถึงเรื่องวัตถุประสงค์ของ KZM
KZM นั้นพี่ต้ามเค้าออกแบบมาเพื่อให้อยู่รอดในตลาด
แม้ว่าจะเจอสถานการณ์ร้ายเพียงใด ก็จะสามารถอยู่รอดได้
ออกแบบมาเพื่อสร้างกระแสเงินสดครับ
แล้วก็เอากำไรในรูปกระแสเงินสดเนี่ย ไปต่อยอดอย่างอื่น
พี่ต้านให้ใช้แค่ครรึ่งนึงของกำไร ไปลงทุนแบบอื่นๆที่หวังผลตอบแทนมากๆ
อาจจะ KZM กับหุ้นปั่น ( เรียกว่า Virus Trading ) เพื่อเร่งกระแสเงินสด
ไม่ก็ Bet Unexpect Event กับพวก Call หรือ Put Option
หรือเก็งกำไรอย่างอื่นที่เราถนัดครับ เพราะถึงจะพลาด เราก็จะพลาดแค่กำไร
ไม่เกี่ยวกับทุนของเราครับ เพราะเราเอาแค่กำไรส่วนนึงมาเสี่ยง
นี่คือ KZM Basic Level 1 นะครับ
ซึ่งจริงๆแล้วพี่ต้านให้เทรดกับพวก ETF เท่านั้น
( แต่ผมแอบเอามาใช้กับหุ้น แหะๆ )
สาเหตุที่ให้เทรดกับ ETF ก็เพราะว่า ETF โอกาสเจ๊งน้อยมากๆๆๆ
ไม่ว่าตลาดจะถล่มยังไง หุ้นเจ๊งไปตัว ก็จะมีตัวอื่นที่เข้ามาใน ETF แทน
( เช่น SET50 เจ๊งไปตัวก็เหลือ 49 เสร็จก็มีตัวอื่นมาแทนให้ครบ 50 )
Level อื่นเด๋วค่อยพูดถึงก็แล้วกันนะครับ ผมก็เรียนถึง Level 2 อยู่เบยยยย
เขียนโดย Putthamath Duanganan ที่ 9:54 AM

-------------------------------------------------------------

0074 : Basic KZM 2


เมื่อคราวที่แล้วผมพูดถึง Concept คร่าวๆของการเทรดแบบ KZM ไปแล้วนะครับ
คราวนี้ผมจะมาต่อในเรื่องของ " กอง A "  ซึ่งถือเป็นกองกำลังหลักของโมเดลครับ
กอง A อย่างที่บอกเอาไว้ในคราวที่แล้วว่า
กอง A มีหน้าที่ เป็นกองกำลังหลัก โดยจะรบแบบยึดครองพื้นที่ ( Zone Trading )
และก็มีหน้าที่อีอย่างก็คือ เพื่อให้เราได้ฝึก " วินัย " ในการเทรดนั่นเอง
เริ่มแรกในการ Set กอง A นะครับ
เริ่มจากการที่เราต้องรู้ก่อนว่า เรามีงบประมาณในการรบเท่าไหร่ ?
เอ๊ะ หลายคนอาจจะงงว่า งบประมาณในการรบอะไรของแก ?
งบประมาณในการรบ ก็คือ เงินในหน้าตักของเรานั่นเองครับ
สมมุติว่าเรามีเงิน 100,000 บาท
ถ้าเอามาเทรดแบบ KZM ก็จะแบ่งเงินก้อนนี้เป็น 4 ส่วน สำหรับกองกำลัง 4 กองของเรา
ก็ตกอยู่ กองละ 25,000 บาทครับ
25,000 บาท นั่นคืองบประมาณการรบของแต่ละกองนั่นเองครับ
ที่นี้เราก็เอา จำนวนเงิน 25,000 บาท
มาคำนวนดูว่า จากจุดที่ราคาหุ้นต่ำสุดไปหาสูงสุด
เราจะเอาเงิน 25,000 นี้มาเล่นอย่างไร ให้เล่นได้ตลอด
ไม่มีเงินหมดหน้าตัก ไม่มีหุ้นหมดมือ
เทรดสร้างระแสเงินสดแฝงไปอีกนานเท่านาน
เราก็แบ่งโซนสิครับ
จากราคาหุ้นตั้งแต่จุดที่เราคิดว่าต่ำที่สุด ไปหาสูงที่สุด
25,000 บาทนี้ จะซื้อหุ้นได้ทั้งหมดกี่ไม้
สมมุติได้ 100 ไม้
เราก็จะแบ่งโซนที่ราคาต่ำสุดไปจนถึงโซนสูงสุด ดังนี้ครับ
ราคา 1.01 - 1.05 บาท เราก็จะเรียกโซนนี้ว่าโซน A1
ราคา 1.06 - 1.10 บาท คือ โซน A2
ราคา 1.11 - 1.15 บาท คือ โซน A3
...ไปเรื่อยๆจนถึงช่วงราคาที่เราคิดว่าสูงสุด
( เผื่อไว้สำหรับ New High ที่เราคาดไม่ถึงสักนิดก็ได้นะครับ )
ที่ต้องแบ่งโซนก็เพื่อเป็นการเทรดแบบค่อยๆยึดครองพื้นที่ไปทีละส่วน
โดยไม่เสี่ยงครับ เรียกว่ามี Money Management นั่นเอง
เสี่ยงทีละน้อย เข้าซื้อเป็น Unit ที่เล็กๆ เวลาเราคิดผิดเราจะไม่เจ็บตัวครับ
พอถูกขึ้นมาก็ค่อยซื้อเพิ่ม เสี่ยงเพิ่ม ยังไง จริงไหมครับ

ทีนี้เวลาเราเข้าซื้อ เราก็จะเข้าซื้อ " โซนละ 1 ไม้ " ก่อนครับ
เช่น สำหรับผม ผมมักจะกำหนดไว้ว่าผมจะจะซื้อแต่ไม้กลางโซน
คือ ที่ราคาที่ลงท้ายด้วย 3 กับ 8 เช่น
ซื้อที่ 1.03 จำนวน 100 หุ้น เป็นโซน A1
ซื้อที่ 1.08 จำนวน 100 หุ้น เป็นโซน A2
ไปเรื่อยๆครับ
แล้วพอเรารับหุ้นเข้าโซน ก็ต้องมีการ Generate CashFlow
สร้างกระแสเงินสด เพื่อเป็นรายได้ให้พอร์ตใช่ไหมครับ
เราจะ Generate CashFlow โดยการขายเมื่อข้ามโซนครับ
อย่าง A1 ผมซื้อที่ 1.03 บาท ผมก็จะไปปล่อยที่ 1.13 บาท ( ปล่อยเมื่อราคาหุ้นวิ่งข้ามไปโซน 3 )
แล้วพอตลาด Swing ลงมาที่ 1.03 อีกรอบ
ผมก็เก็บหุ้นเข้าโซน A1 ใหม่
ถ้าไปที่ 1.13 ผมก็ปล่อยไปเพื่อเก็บ CashFlow
หากเจอตลาด Sideway นานๆ ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ไม่เดือดร้อนครับ

การเทรดแบบ KZM นั่น เราเริ่มต้นเทรดเมื่อไหร่ก็ได้
เพราะ ไม่ว่าหุ้นจะไปทางไหน เราก็มีแผนรับมือไว้หมดแล้ว
เช่น เราอาจจะเข้าในราคาที่สูงหน่อย
เอาสักราคา  1.88  ก็แล้วกัน โดยที่เราซื้อ 100 หุ้น
ถ้าลงไป 1.83 , 1.78 เราก็รับเพิ่มไม้ละ 100 หุ้น
หากมัน Swing ขึ้นก็เทรดตามโซนเบกระแสเงินสด
ต้นทุนของหุ้นในมือเราที่เหลือก็จะต่ำลงด้วยครับ
แล้วถ้าหุ้นลงมากๆ จนนิ่งแล้วเริ่มกลับตัว หรือ หุ้นทำท่าว่าจะวิ่ง
เราก็สามารถซื้อรวบโซนบนๆไว้ ในราคาต่ำ ก็ได้ครับ
เช่น ราคาหุ้นอยู่ที่ 1.03 เราก็ซื้อ 1.03 รวบไว้เลย 10 ไม้
ก็เป็นจำนวน 1,000 หุ้น สำหรับเล่นในโซน A1 - A10 ได้เลยครับ
นี่ก็เป็นเทคนิคลูกเล่นอีกแบบของ KZM ครับ

แล้วพวกกระแสเงินสดที่เราทำได้จาก Zone Trading
พอได้มากๆเข้าเราก็จะเอามาขยายโซนครับ
เช่น A1 ปกติเราซื้อไม้ 100 หุ้นที่ 1.03
เราก็จะเอากระแสเงินสดมาซื้อเพิ่มที่ 1.02 หรือ 1.04 อีกไม้ละ 100 ก็ได้ครับ
ที่นี้พอเรามีหุ้นครบทุกช่องในโซน เช่น
1.01 ไม้ละ 100
1.02 ไม้ละ 100
1.03 ไม้ละ 100
1.04 ไม้ละ 100
...   เราแทบจะสร้างกระแสเงินสดได้ทุกวันเลยครับ
จากนั้นก็เอากระแสเงินสดที่ได้ มาเพิ่มจำนวนหุ้นในแต่ละช่อง
จาก 100 หุ้น ก็เพิ่มเป็น 200 , 300 , 400 , 1,000 , 10,000
ลองจินตนาการดูว่า CashFlow ที่ได้มันจะขนาดไหนกันครับ ?
เรียกได้ว่ากอง A จะกลายเป็นเครื่องปั้มเงินหลักของเราเลยทีเดียวครับ

กอง A เท่าที่นึกออกก็มีเท่านี้อยู่นะครับ
ถ้านึกอะไรออกก็จะมาเพิ่มเติมในตอนหน้าครับ
ตอนหน้าจะมาพูดถึง กอง B คู่ กองกำลังป้องกันกอง A ครับ
เขียนโดย Putthamath Duanganan ที่ 9:33 AM
----------------------------------------------------------------------

0079 : Basic KZM 3



วันนี้ผมจะมาต่อเรื่องกอง B ครับ

หลังจากดองไว้ซะนาน แหะๆ
กอง B ที่เราเรียกเล่นๆว่า หน่วยรบคุ้มกันกอง A
เอาจริงมันก็คือกองกำลังที่มีไว้ป้องกันกอง A นั่นเองครับ
ป้องกันอย่างไร ป้องกันโดยการเข้าออกให้ไว
เพื่อเอากำไรมาลดต้นทุนให้กอง A นั่นเองครับ
แต่เราจะเน้นออกในวันเพื่อฝึก skill Day Trade ของเราไปด้วยครับ


ยกตัวอย่างง่ายๆเลยนะครับ สมมุติว่า…
เราเข้าซื้อหุ้นที่ 10 บาท โดยเข้าซื้อทั้งกอง A และ กอง B พร้อมกัน
จำนวนกองละ 100 หุ้น รวม 200 หุ้น เราจะมีหุ้นดังนี้
กอง A 100 หุ้น ที่ราคา 10 บาท รวมมูลค่า 1,000 บาท
กอง B 100 หุ้น ที่ราคา 10 บาท รวมมูลค่า 1,000 บาท
จากนั้นในระหว่างวันหุ้นอาจจะแกว่งขึ้นบ้างลงบ้าง
กอง B มีหน้าที่ของมันก็คือ หากว่าราคาหุ้นแกว่งขึ้นไปพอมีกำไร
จะมากจะน้อยก็แล้วแต่เรา ให้เราขายออกมาในราคาที่เราพอใจครับ
อาจจะขึ้นไป 10.2 หรือ 10.5 ก็แล้วแต่เราจะขายเลยครับ
ทีนี้ สมมุติเราขายกอง B ที่ 10.2
เราก็จะมีกำไรจากการขายกอง B 0.2 x 100 หุ้น = 20 บาท
ซึ่งเราจะเรียกกำไร 20 บาทนี้ว่า “กระแสเงินสด หรือ Cash Flow” ครับ
คำว่า Cash Flow นี้จำไว้ให้ดีนะครับ เพราะเราต้องอยู่กับมันตลอด อิอิ
จากนั้นให้เอากำไรมาหักกับต้นทุนกอง A
กอง A เราก็จะมีต้นทุน = 980 บาท
คิดแล้วตก 9.8 บาทต่อหุ้น พอทุนต่ำลง พอร์ตเราก็จะปลอดภัยขึ้นครับ : )


แต่ไอ่ 20 บาทที่ได้มานั้น ไม่ได้ให้เอาไปกินหนมนะครับ
แต่เราจะสะสมไว้เพื่อขยายโซน สะสมหุ้นจากกระแสเงินสดต่อไปเรื่อยๆครับ
ลองคิดดูว่า 20 บาทหลายๆครั้งก็กลายเป็นร้อยเป็นพันได้นะครับ
นี่คือกอง B แบบ Basic นะครับ




ขยับขึ้นมาอีกหน่อยก็คือ การเทรดกอง B แบบ ฤทธิ์มีดสั้น ( ผมบ้า ลี้ คิม ฮวง น่ะครับ หุหุ )
ซึ่งการเทรดแบบ ฤทธิ์มีดสั้น นั้นเริ่มมาจาก
พอกอง B คุ้มกันกอง A เสร็จเรียบร้อยแบบที่เล่าให้ฟังข้างบนแล้วเนี่ย
มันก็จะว่าง รอกอง A เข้าต่อสู้ ถ้า A ยังรบไม่เสร็จ ( ยังขายไม่ออก )
B ก็ไม่มีอะไรจะทำ ผมก็เลยเกิดไอเดียให้กอง B กลายเป็นหน่วยรบพิเศษกินิว เอ๊ย
หน่วยรบพิเศษ เน้นรุกเร็ว จบเร็วเช่นที่มันเคยทำมา
โดยสมมุติเมื่อกี้เรารับ B มาที่ 10 จ บาท ปล่อยไปที่ 10.20
ส่วน A นั้นอาจจะรอปล่อย 11 อะไรก็แล้วแต่ ทำให้เงินสดส่วนของ B ยังว่างอยู่
ทีนี้พอราคาแกว่งลงมาจาก 10.20 มาที่ 10 บาทอีกรอบ
ถามว่าเราจะทำอย่างไร… ก็ซื้อ B อีกรอบสิครับ!
ซื้อแล้วก็เอามาปล่อยที่ 10.20 อีกรอบ มันจะเป็นไรไป
หรือว่าถ้ารับได้ต่ำกว่า 10 บาท ก็ยิ่งดี
นี่ก็คือการทำกำไรในกอง B ของผมอีกวิธีหนึ่งครับ


สรุป การเทรดกอง B นะครับ
1. เข้าพร้อมกอง A
2. ออกเมื่อมีกำไร เน้นออกภายในวันเพื่อฝึก skill Day Trade ของเรา
3. เมื่อออกแล้วก็สามารถหาจังหวะทำกำไรใหม่ได้อีกรอบ
4. เหมือนข้อ 3 ( ทำข้อ 3 ต่อไปเรื่อยๆ )


วันนี้มีนี้ครับ หากมีตรงไหนสงสัยก็สามารถถามได้เลยนะครับ
หรือถ้าเห็นว่าผมเข้าใจตรงไหนผิดไป ได้โปรดแนะนำผมด้วยนะค้าบบ


เขียนโดย Putthamath Duanganan ที่ 5:30 AM

----------------------------------------------------------------------

0084 : Basic KZM 4



KZM ที่ผมเทรดอยู่ตอนนี้นั้นเป็นเพียง KZM Level 1 เท่านั้นครับ
พี่ Mudley แกเคยเกริ่นเอาไว้ว่า KZM นั้นมีถึง 5 Level ด้วยกันครับ
โดยแบ่งเป็นแต่ละ Level ดังนี้ครับ
Level 1 : Zone Trading เทรดตามโซนและสะสม Unit จนครบทุกโซนจากกระแสเงินสด
Level 2 : Virus Trading คือการแบ่งกำไรจากกระแสเงินมาซื้อหุ้นแล้วเทรดตามโซน
ดึงกระแสเงินสดเข้ากระเป๋า จะหุ้นพื้นฐานหรือหุ้นปั่นก็ได้ แต่ต้องแน่ใจว่า บ.ไม่เจ๊งง่ายๆ
Level 3 : TDEX & Option เทรด TDEX คู่กับ Option สร้างกระแสเงินสดได้ทั้งสองทาง
ตรงนี้ผมเรียนได้นิดหน่อย เรื่องของการ Short Option + TDEX ครับ
แต่ลูกเล่นอื่นยังหาเรียนไม่ได้ครับ
Level 4 : ลุยตลาด Future ตรงนี้ไม่แน่ใจว่าเป็นยังไง พี่ต้านแกยังไม่เคยพูดถึง
Level 5 : บุกตลาด ตปท. ยังไม่มีการพูดถึงเช่นกันครับ

โดยทั้ง 5 Level นั้นต่างก็เริ่มต้นจาก Level 1 ทั้งหมดครับ
Level 1 Zone Trading นั้นเป็นเหมือน Base Line ของการเทรดครับ
เป็นทั้งการฝึก Skill , mental , money management
รวมถึงการที่ Zone Trading นั้นสามารถสร้างกระแสเงินสดได้อย่างสม่ำเสมอ
ทำให้พอร์ตเราแข็งแกร่ง ไม่ตามง่ายๆนั่นเองครับ
คือ สมมุติว่าเราอาจจะพลาดเทรด Future ในส่วนของ Level 4 เจ๊ง
แต่พอร์ตเราก็ยังไม่กระทบ เพราะเราแบ่งเอากำไรจากกระแสเงินสดใน Level 1
มาเทรดนั่นเองครับ ซึ่งกำไรที่มาจาก Cash Flow เราก็สามารถ Generate
ขึ้นมาใหม่ในทุกๆวันอยู่แล้ว เพราะในกรณีที่เรามี unit ในทุกช่อง ทุกโซน
หากราคาขยับแค่ 1 ช่อง เราก็สามารถจะ Generate Cash Flow ได้ทันที
นั่นเป็นเหตุที่เราควรทำให้ Level 1 ของเราเป็นฐานที่แน่นสุดๆ
เพราะมันถือว่าเป็นจุดสำคัญที่สุดของพอร์ตเราเลยทีเดียวครับ
เขียนโดย Putthamath Duanganan ที่ 6:55 AM
----------------------------------------------------------------------

0097 : Basic KZM 5



สวัสดีครับ ,



วันนี้จะมาอัพ Blog ในเรื่องของ Basic KZM ต่อนะครับ
หลังจากเคยเขียนเรื่องกอง A , B ค้างไว้เมื่อนานมาแล้ว ฮ่าๆ
คราวนี้จะมาพูดถึงกอง C , D มั่งนะครับ


กอง C , D เนี่ย อย่างที่เคยบอกไว้ว่ามันคือกองกำลังหน่วยรบพิเศษ
ใช้จู่โจมและรบแบบกองโจร โดยใช้ Skill Trade ทาง Technical


A , B เปรียบเหมือน ศาสตร์ของ Money Manangment
ส่วน C , D ก็จะเป็นเด็กศิลป์ เข้า-ออก ตาม Buy-Sell Signal
โดย D ก็จะเข้าเทรดพร้อม C ( เหมือนกอง B ที่เข้าพร้อม A นั่นเอง )
โดย Signal ในการเข้าซื้อของ C , D เนี่ย ไม่จำกัดครับว่าเราจะใช้เทคนิคอะไร
เอาที่เราถนัดก็แล้วกันนะครับ บางคนอาจจะชอบ Moving Average CrossOver
หรือบางคนอาจจะใช้ MACD RSI ก็ตามสบายครับ
หรือว่าจะใช้การเทรดแบบ Multiple Indicator ก็ได้ไม่ว่ากันครับ
เพราะเราแบ่งกอง C , D เป็น Lot เล็กๆอยู่แล้ว
สัญญาณแต่ละแบบมันมาไม่พร้อมกัน
Moving อาจจะมาก่อน แล้วตามด้วย MACD ก็เข้าไปอย่างละ Lot
แบบนี้ก็ได้ครับ หรือจะใช้แบบ Multiple Timeframe ก็ได้ครับ
ตรงนี้แล้วแต่เราจะสร้างสรรค์ระบบขึ้นมาครับ


ทีนี้ลองมาดูตัวอย่างการเทรดกอง C , D ของผมนะครับ
ผมยกเป็นตัวอย่างเฉยๆนะครับ อย่าเลียนแบบเลย
เพราะผมว่า คุณทำได้ดีกว่าผมอีก เรื่องเทคนิคเคิลเนี่ย
ผมจัดว่ามึนสุดๆแล้ว กราฟเกริฟ แนวรับแนวต้านอะไรลากไม่ค่อยจะเป็นหร๊อก
ผมจะใช้ Technic 2 แบบ ก็คือ Moving Average Crossover และ P/L Indicators
แบบแรกก็คือใช้แบบ Multiple Timeframe
Moving 5 ตัด 10 , 5 ตัด 20 , 3 ตัด 18 ประมาณนี้ครับ
เวลาเราเข้าเราก็เข้าตรงจุดที่
5 ตัด 10 Buy 1 Lot
5 ตัด 20 Buy 1 Lot
3 ตัด 18 Buy 1 Lot
หรือแล้วแต่ Timeframe ที่เรากำหนดไว้ครับ
แต่เวลาเข้าด้วย Timeframe ไหนก็ต้องจดไว้ทุกครั้งครับ
ว่า Lot นี้เราเข้าด้วย Timeframe อะไร จะ Exit เมื่อไหร่
การใช้ Technical แน่นอนครับว่าต้องมี Error กันบ้าง
ถ้าเจอ Error ติดดอยก็ปล่อยมันไปครับ Lot เล็กๆ ติดบ้างจะเป็นไรไป
อย่าลืมนะว่า KZM ไม่มี Cut loss เน้อ


ซึ่งการเทรดแบบ Moving Average CrossOver หรืออาจจะ Indy อื่นๆ
ผมจะใช้เป็น Offline trade ครับ คือ จะตัดสินใจซื้อขายในเวลาตลาดปิดทำการ
เพื่อพัฒนา skill trade ของผมครับ เห็นเมื่อก่อน Trainee Trader MudleyGroup รุ่นแรกๆ
เค้าฝึกกันแบบนี้เลยฝึกมั่ง แหะๆ การฝึกแบบ Offline เหมือนการที่เราเล่น Poker
แล้วเรารู้ไพ่ในมือเรา กับไพ่บนโต๊ะอีก 3 ใน
มันอยู่ที่เราเลือกว่าเราจะ หมอบ จะ Bet หรือจะ Check
กับตลาดก็คือเรารู้ข้อมูลต่างๆ เห็นกราฟ เห็นข่าว
อยู่ที่เราเลือกเช่นกันว่าเราจะเล่นไหม หรือ Wait & See ยังไงต่อไป
ผมก็เลยใช้ตรงนี้เพื่อฝึก skill trade ของผมครับ


การเทรดอีกแบบ ผมเอาไว้ใช้เมื่อมีโอกาสดูจอ
เป็นการเทรดแบบ Online นั่นเอง
โดยผมเลือกใช้วิชา P/L indicators ที่พี่ต้านเคยสอนไว้ใน Blog และ Pantip
โดยจะเข้าซื้อจากสัญญาณราคา เช่น
ราคาเปิดอยู่ที่ 10.00 บาท
แล้วกระพริบมาที่ 10.01 บาท – Buy Signal 1
ต่อมาที่ 10.02 บาท – Buy Signal 2
10.03 – Buy Signal 3
แล้วก็เขียวมาเรื่อยๆอาจจะมาอยู่ที่ 10.10 – Buy Signal 10
จากนั้นหุ้นไม่เขียวต่อ ลงมาที่ 10.09 – ตรงนี้ถ้าเป็นพี่ต้านจะบอกให้ขายทำกำไรหมดเลย
แต่ผมขอใช้เป็นจุด Wait & See ก่อน
ของผมจะรอให้มาลงมาที่ 10.08 ก่อนผมค่อยเทหมดทุกไม้ครับ
ตรงนี้ก็แล้วแต่ว่าใครจะออกแบบยังไงนะครับ


นี่คือการเทรดกอง C คร่าวๆของผมนะครับ
ส่วน กอง D นั้น ให้เราพยายามหาจังหวะออกให้ได้ภายในวันครับ
แต่ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร วันต่อๆไปก็หาจังหวะใหม่ก็ได้


จะเห็นได้ว่ากอง C , D นั้นเราค่อนข้างจะมีอิสระให้การออกแบบการเทรดครับ
พี่ต้านบอกไว้ประมาณว่า พอร์ตจะโตเร็วโตช้า
อยู่ที่ใครใช้ C , D ได้มีประสิทธิภาพกว่ากัน
ยังไงก็ควรให้ความสำคัญกับมันเยอะๆหน่อยนะครับ
เพราะถ้าเราสร้าง Cash Flow จาก C , D ได้บ่อยๆ
A , B เราก็จะแข็งแกร่งและยึดครองพื้นที่ได้เร็วขึ้นครับ


อีกเรื่องนึงก็คือ ให้เรามอง C , D แต่ละ Lot เหมือนกระสุน 1 นัดครับ
เราต้องดูด้วยว่าเราใช้กระสุนมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด
แต่ละนัดที่เรายิงออกไปนั้นมัน โดน หรือไม่
ถ้ายิงโดนบ่อยๆก็คงจะดี แต่ถ้ายิงออกไปเยอะๆ แล้วไม่โดน ( ยิงไปติดดอย )
อันนี้ก็ต้องดูว่า เรายิงพลาดเพราะอะไร


และที่สำคัญอีกอย่างนึงคือต้องไม่ Overtrade ครับ




อ้อ มีการใช้ C , D อีกแบบนึงนะครับ
นั่นคือการเล่นแบบ Zone Extra ครับ
การเล่นแบบ Zone Extra ก็ไม่มีอะไรมากครับ
คือหากเราเจอช่วงที่หุ้นลงแรงๆ ลงแรงจนหุ้นหลุดกรอบล่างของ กอง A
อาจจะหลุดไปเยอะมากๆ ถ้าเราเหลือกระสุนใน C , D
ก็สามารถเอามาเล่นเป็น A , B แทนได้ครับ
แต่ต้องกำหนดกรอบ และแบ่งโซนให้ดีๆนะครับ
เพราะ Zone Extra ที่เราเอา C , D มาเล่น นั้นเป็นเหมือนท่าไม้ตายของเราแล้ว
ต้องหวังผลชัวร์ๆเท่านั้นครับ ซึ่งถ้าเราไม่เทรดแบบยิงทิ้งยิงขว้าง
หากเจอขาลงแรงๆ สัญญาณเทคนิคคงเจอแต่ Sell Signal
เราคงไม่ได้ใช้กอง C , D เท่าไหร่ ซึ่งก็คงเหลือไว้เล่น Extra ครับ




วันนี้ก็ขอแชร์เท่านี้ก่อนนะครับ
แล้วพบกันใหม่นะครับ : )

เขียนโดย Putthamath Duanganan ที่ 7:50 AM
----------------------------------------------------------------------

0098 : KZM ฉบับจับมือทำ 


 วันนี้มีเพื่อนโทรมาถามเรื่องจะเริ่มต้นเทรด KZM เริ่มยังไง ?

ก็อธิบายไปเสียยาวเลย เลยมาย้อนดูว่า ตอนที่ผมเขียนถึงกอง A , B

ผมอาจจะเขียนไม่ละเอียดรึเปล่าหว่า เพราะเขียนรอบเดียวแล้ว Post เลย

 ไม่ได้เขียนแล้วเกลาแบบนักเขียนมืออาชีพ คือเขียนตามที่อยากเล่าว่างั้น

 วันนี้ก็จะลองมาเขียนอธิบายอีกรอบนะครับ

 เอาแบบตั้งแต่แรก เหมือนจับมือเขียน ก ไก่ ข ไข่ กันเลยดีกว่า



 เริ่มต้นนะครับ


1. เราต้องกำหนดก่อนว่า การเทรด KZM ครั้งนี้เนี่ย เรามีงบประมาณเท่าไหร่

 สมมุติว่าเรากำหนดไว้ 100,000 บาทก็แล้วกัน


2. จากนั้นก็มาดูว่า เราจะเลือก Product อะไรในการเทรด

 จะยกตัวอย่าง TDEX แล้วกันนะครับ TDEX ณ วันนี้ราคาอยู่ที่ ~ 9.70 บาท / หุ้น


3. คำนวณดูว่า เงิน 100,000 บาท ซื้อ TDEX 9.70 บาท ได้กี่ไม้ ( กำหนดไม้ละ 100 หุ้น )

100,000 / 970 = ประมาณ 100 ไม้


4. KZM แบ่งเป็น 4 กอง คือ A , B , C , D เราก็จะมีจำนวนไม้ที่ใช้เล่นในแต่ละกอง กองละ 25 ไม้


5. จากนั้นก็มาจัดโซนกอง A ว่าเราจะเทรดในกรอบเท่าไหร่

 สมมุติเรากำหนดไว้ว่าจะเทรดในกรอบ 8.92 – 11.32 จะแบ่งไม้แล้วเข้าซื้อตามจุดดังนี้ครับ

Zone A1 8.92 buy 100 หุ้น

Zone A2 9.02 buy 100 หุ้น

Zone A3 9.12 buy 100 หุ้น

Zone A4 9.22 buy 100 หุ้น…

ไปปเรื่อยๆจนถึง 11.32 ก็จะได้ 25 ไม้พอดีครับ



6. จากนั้นก็จะมากำหนดจุดขายของกอง A ครับ โดยตรงนี้แล้วแต่เรากำหนดนะครับ

 อย่างผมก็จะกำหนดว่าไม้ปล่อยทำกำไรกอง A เมื่อขึ้นไปจากโซน 20 ช่อง เช่น

Zone A1 เราเข้าซื้อที่ 8.92 ก็จะปล่อยออกที่ 9.12 ครับ

Zone A2 เราเข้าซื้อที่ 9.02 ก็จะปล่อยออกที่ 9.22

 Zone A3 เราเข้าซื้อที่ 9.12 ก็จะปล่อยออกที่ 9.32 แบบนี้ไปเรื่อยๆครับ



 และสมมุติว่าเราปล่อยโซน A3 ออกไปที่ 9.32 แล้วราคามันลงมา 9.12 อีกรอบ

 ก็ให้ซื้อ A3 กลับเข้ามาไว้ในโซนเช่นเดิมครับ รอทำกำไรในรอบต่อไป



 ถ้าราคาลงมาที่ 9.02 ก็รับ A2 กลับเข้ามาในโซนต่อ A1 ก็เหมือนกันครับ

 นี่คือ Zone Trading Style กอง A ครับ…


7. จากนั้นเราก็จะเริ่มซื้อหุ้นเข้ากอง A ครับ โดยหากวันนี้ TDEX ราคาอยู่ที่ 9.70

เราก็จะซื้อรวบโซนทั้งหมดตั้งแต่โซนของ 9.72 ขึ้นไปถึง 11.32 เลยครับ

 ซึ่งทั้งหมดก็จะเป็น 17 ไม้ครับ

 ต้นทุนเราจะเป็นดังนี้ครับ

A9 – 9.70

 A10 – 9.70

 A11 – 9.70

 A12 – 9.70

…จนถึง A25 ทุกโซนของเราจะมีต้นทุน 9.70 เท่ากันหมดครับ

 การซื้อแบบนี้เค้าเรียกว่า “การซื้อรวบโซน” ครับ

 ข้อดีของมันก็คือ ในโซนบนๆ เราจะได้กำไรมากครับ


8. จากนั้นก็จะเป็นของในเรื่องการเข้าซื้อ กอง B ครับ

 จำไว้เลยครับว่า กอง B ให้เข้าซื้อพร้อมกอง A ในจำนวนเท่ากอง A ครับ


9. สมมุติเราซื้อ A , B มาอย่างละ 1,700 หุ้น ที่ราคา 9.70 ( ซื้อรวบ 17 ไม้ )

การเทรดกอง B ก็คือ ให้เราหาจังหวะทำกำไรภายในวันครับ

 อย่างผมตั้งกฎง่ายๆเลยก็คือ จะขายกอง B เมื่อกำไร 10 ช่อง

 หากซื้อมา 9.70 ผมก็จะพยายามหาจังหวะขายออกที่ 9.80 ครับ

 หากขายได้ เราก็จะมีกำไร 10 สตางค์ เท่ากับว่า กอง A ของเรานั้น

 มีต้นทุนเพียงแค่ 9.60 บาท เท่านั้นครับ ( นี่แหละ เหตุผลที่เรียกกอง B ว่าหน่วยรบคุ้มกัน )

แต่ถ้าขายไม่ได้ในวันก็ไม่เป็นไรนะครับ วันต่อๆไปค่อยหาจังหวะใหม่ก็ได้


10. จากนั้นก็หาจังหวะขายกอง A ออกตามโซน แล้วก็รับกลับมา (อย่าลืมซื้อพร้อมๆกอง B)

ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆเพื่อสร้าง Cash Flow ให้กับพอร์ตเราครับ


11. พอเราสร้าง Cash Flow ได้จำนวนนึง ก็นำมาขยายโซนต่อไปครับ

 จำได้ไหมครับว่าเมื่อกี้เราไล่เก็บ TDEX ในราคาที่ลงท้ายด้วย 2

 ( 8.92 , 9.02 , 9.12 , 9.22 ไปจนถึง 11.32 )

จากนี้เราก็จะนำ Cash Flow มาขยายโซนที่ลงท้ายด้วยเลขอื่นบ้างครับ

 เช่นอาจจะเก็บในโซนเลข 7 ก็ได้ ( ผมก็ทำแบบนี้ เพราะมันห่างกัน 5 ช่องพอดี )

พอได้เลข 7 ครบ ตั้งแต่ 8.87 – 11.37 ก็ไล่เก็บเลขอื่นต่อไปครับ


12. พอเราเก็บเลขท้ายได้ครบทุกเลข ตั้งแต่ 0 – 9 แล้ว

 สิ่งที่เราจะทำต่อไปก็คือ เพิ่มจำนวนหุ้นในแต่ละไม้ครับ

 จากเดิมที่เราซื้อโซนละ 100 หุ้น ก็เพิ่มเป็น 200 หุ้น

 เป็น 300 , 400 , 500 หุ้น … เพิ่มไปเรื่อยๆครับ



 แต่เราต้องคำนึงไว้อย่างนึงก็คือ เราต้องเทรดภายใต้งบประมาณที่เรามีนะครับ

 อย่า Over Trade เด็ดขาดนะครับ เพราะอาจจะทำให้พอร์ตขาดสภาพคล่องได้





 นี่ก็คือตัวอย่างคร่าวของการเริ่มต้นเทรดกอง A , B นะครับ

 ส่วน C , D นั้นคิดว่าอ่านได้จาก Entry Basic KZM 5 น่าจะเข้าใจได้นะครับ





 ขอให้ทุกท่านมีความสุขและความมั่งคั่งจากการลงทุนนะครับ : )




เขียนโดย  Putthamath Duanganan    ที่  5:13 AM

----------------------------------------------------------------------------

0104 : ตอบคำถาม KZM



Entry นี้ขอพิมพ์ตอบคุณ Pop Suntiskultam
ที่ถามไว้ใน Comment Entry ที่แล้วนะครับ
1. การเทรด KZM เราต้องบันทึก order แต่ละรายการลง excel
ด้วยตัวเองครับ จะออกแบบเอง หรือไปโหลดที่เค้าโพสไว้ใน dsm club
ใน pantip ก็ได้ครับ ส่วนตัวผมใช้แบบที่เค้าออกแบบไว้แล้วเอามาปรับอีกนิดหน่อย
แล้วก็เราจะไม่มองราคาที่มันแสดงในโปรแกรม streaming เลยครับ
เพราะราคาพวกนั้นเค้าจะคิดเฉลี่ยไปเลย
เพราะงั้นการที่เราจะรู้ว่า lot ไหนต้นทุนเท่าไหร่ เป้าหมายที่จะขายเท่าไหร่
เราต้องบันทึกเองเท่านั้นครับ (ถ้าอยากได้ไฟล์ excel ก็ comment e-mail ไว้นะครับ)

2. กอง A ถ้าห่างหน่อยอาจจะเหมือนนานๆได้ออกหมัดที
แต่ถ้าชกโดนนี่เราก็ได้คะแนนเยอะครับ (กำไรเยอะ)
แล้วแต่ความชอบและเงินทุน รวมถึงการวางกรอบที่เราจะเล่นมากกว่าครับ
ถ้าเราวางกรอบราคาที่เทรดไว้กว้าง
ช่องของ A ก็จะห่างๆหน่อย
แต่ถ้าเทรดกรอบแคบๆ A ก็อาจจะชิดๆกันครับ
(แต่ก็อาจจะมีโอกาสที่หุ้นขึ้นทะลุโซนบนได้ง่ายกว่า)
แต่ไม่ว่าจะยังไง สุดท้ายแล้วปลายทางเราก็คือสะสม A ให้ได้ทุกช่อง
ตั้งแต่เลข 0-9 อยู่ดี ลองออกแบบตามที่เราชอบจะดีกว่าครับ
ส่วนตัวผมวางกรอบไว้ทำกำไรที่ 20 ช่อง ( TDEX นะ )
เพราะต้นทุนสูงขึ้นครับ เราก็ต้องเทรดให้ได้ % กำไรแต่ละ Lot เพิ่มขึ้นด้วย
เมื่อก่อนเทรดที่ 3 บาท 5 บาท แต่ตอนนี้เทรดกันที่เกือบ 10 บาท
ถ้าเราจะเอากำไร 10 ช่องมันก็แทบไม่ได้กำไรเลยครับ
เราเลยต้องปรับการทำกำไรตามราคา TDEX ด้วยครับ

3. ถ้าไม่มีเวลาดูจอ ก็คือส่งคำสั่งล่วงหน้าไปเลยครับ
ก่อนไปทำงานส่ง order ทีนึง พักเที่ยงอีกทีนึงครับ
เพราะเราจะรู้อยู่แล้วว่าวันนี้โซนไหนจะต้องขายออกที่ราคาเท่าไหร่
แล้วต้องรับคืนโซนไหนบ้าง ถ้าราคามันเหวี่ยงขึ้นหรือเหวี่ยงลงมาโดน
มันก็ Match ของมันเองครับ
ส่วน c , d ก็สามารถทำได้ครับ
เทรดแบบ offline ที่พี่ต้านให้เทรดเดอร์ฝึก
ก็ต้องส่งคำสั่งนอกเวลาทำการเช่นกันครับ
ส่วนทำตามวินัยได้ตลอดก็ไม่หรอกครับ บางทีก็มีเดาตลาดแล้วปล่อยก่อนบ้าง
ส่วนใหญ่กอง B นี่แหละครับที่แอบปล่อยออกเร็วกว่าที่กำหนดไว้
เพราะกอง B เราปล่อยที่จุดไหนก็ได้หากมีกำไรภายในวัน
บางทีตั้งใจปล่อยที่ 10 ช่อง แต่ตลาดย่อลงมา กำไร 8 ช่องก็ปล่อยแระงี้
แต่ถ้าผมเสียวินัย ผมก็จะจดไว้ทุกครั้งว่าเราทำผิดพลาดเรื่องอะไร เมื่อไหร่
แล้วก็จะไม่ทำผิดซ้ำครับ คือจดเพื่อเตือนตัวเองไว้ตลอด
----------------------------------------------------------------------

0107 : ตอบคำถาม KZM 2



น้อง Pop Suntiskultam ถามเรื่อง KZM ผมมาใน e-mail อีกหลายคำถาม

ผมขอตอบไว้ใน Blog เลยแล้วกัน เผื่อคนที่สงสัยผ่านมาอ่านจะได้ Get Idea ออกไปด้วย


1. ไฟล์โซนและระบบบัญชี KZM ที่แจกกันใน pantip นั้น
สามารถใช้ได้กับหุ้นด้วยครับ เพียงแต่เราต้องปรับราคาตาม spread ของหุ้น
เพราะ ETF มัน Spread 0.01 ทุกช่อง ทุกช่วงราคาครับ


2. การเทรดแบบ KZM นั้นควรจะเทรดในบัญชีที่ไม่มีค่าคอมฯขั้นต่ำครับ
ผมใช้ของ Asia Plus อยู่ (ถ้าเราแสดงความประสงค์รับเอกสารทาง e-mail เค้าไม่คิดขั้นต่ำ)
ส่วนโบรกฯอื่นผมไม่ทราบครับ ถ้าอยากเปิดพอร์ต ASP ติดต่อเพจ มาร์มึนๆ หรือ
Blog panwasit stock comment ไม่ก็ มาร์เทพ เมพนะจ๊ะ ได้นะครับ
(โฆษณาให้เพื่อนฝูง ฮ่าๆ)


3. การเทรด Offline มันก็ไม่มีอะไรมากครับ แค่เราจะมาดูกราฟตอนสิ้นวัน
หรือตอนเราว่างๆ ช่วงดึกๆ เท่านั้นเองครับ ถ้าเห็นกราฟมันตัดขึ้น หรือ
เจอ Buy Signal เราก็ส่งคำสั่งในวันรุ่งขึ้น เพียงแต่เราอาจจะใช้ Indicators
หลายๆตัวในการตัดสินใจในแต่ละ Lot ครับ แต่ต้องจดไว้ทุกครั้งว่า Lot ไหน
เราเข้าด้วย Indicators อะไร และ เวลาจะขายเราก็ทำเหมือนกันคือ สิ้นวัน
เราก็มาเช็คกราฟดูว่า หุ้นตัวไหน หรือ Indicators ไหน มี Sell Signal ออกมาครับ
วันรุ่งขึ้นก็สั่งขาย แค่นั้นเองครับ


4. การเทรดแบบ KZM เป้าหมายก็คือ อยู่รอดในทุกสภาวะของตลาด
และสร้างกระแสเงินสดได้อย่างสม่ำเสมอ และเอากำไรจากกระแสเงินสดมาลงทุนต่อ


สิ่งที่เราให้ความสำคัญผมว่ามี 2 อย่าง นั่นก็คือ
“Cash Flow และ จำนวนหุ้นครับ”


เราจะ Generate Cash Flow จากเงินทุน
แล้วก็เอา Cash Flow มาขยายโซน ให้มีหุ้นครบทุกช่องราคา
แล้วก็เพิ่มจำนวนหุ้นในแต่ละช่อง จากช่องละ 100 เป็น 200 เป็น 300 …
แล้วพอสร้าง Cash Flow ได้มากๆ ก็นำไปต่อยอดอย่างอื่นต่อไปครับ


5. ผลตอนแทน ที่พี่ต้านว่าไว้ Level 1 ประมาณ 10% , Level 2 ประมาณ 20-30%
แต่ที่ผมเทรดมา ผมนับเป็นเดือนก็แล้วกันนะครับ
TDEX ได้ประมาณ 0.5 – 1% ต่อเดือน คุมโซนแบบห่างๆ
CHINA ได้ประมาณ 1 – 3% ต่อเดือน คุมโซนห่างๆแต่เริ่มเพิ่มโซนแล้ว
ส่วนพวก Virus Trade นี่ตกราวๆเดือนละ 1 – 3% ครับ แบบคุมโซนห่างๆนะ


TDEX มันไม่ค่อยแกว่งแรงเท่าไหร่ กว่าจะแกว่งมาโดนก็นาน
มันอยู่ที่ Product ที่เราเลือกด้วยครับ


แต่ถ้าเราเทรดไปเรื่อยๆ สะสมหุ้นเพิ่มโซนมากขึ้นๆ
กำไรมันจะมาของมันเองครับ เพราะราคาแกว่งไปทางไหนก็โดนเรากินเสมอ


6. เวลาแต่ละวันที่ผมใช้ดูพอร์ตนี่ ไม่อยากบอกเลยว่า ไม่ได้ดูเลย
แอบไปดูตอนถึงที่ทำงานด้วยซ้ำครับ เราจะดูแค่ว่าวันนี้จะขาย Lot ไหนบ้าง
จะรับ Lot ไหนกลับเข้ามาในโซนบ้าง และ จะเทรดกอง C , D Indicator ไหน
แค่นี้น่าจะไม่เกิน 15 นาทีครับ แหะๆ


แต่ช่วงแรกที่เรานั่งวางโซนก็ใช้เวลานิดนึงครับ
คำนวณหน้าตัก คำนวณ Lot คำนวณความห่างของแต่ละโซน
พอเราคำนวณลงตัวเริ่ม Run Model มันก็ไปของมันเองตามตาราง excel เลยครับ






แลกเปลี่ยน Idea กันได้นะครับ บางทีผมอาจจะเข้าใจอะไรผิดไป
เพราะนั่งศึกษาคนเดียวมาตลอด อาศัยอ่าน pantip อ่าน Blog พี่ต้านเอาน่ะครับ
ขอให้ลงทุนอย่างมีความสุขนะครับ : )

เขียนโดย Putthamath Duanganan ที่ 6:16 AM
----------------------------------------------------------------------

0110 : Basic KZM ตอน Cash Flow Management



Cash Flow Management



Cash Flow ที่ Generate ได้จากการเทรด KZM นั้น
ต้องมีการจัดการที่ดีครับ พอร์ตของเราถึงจะเติบโตอย่างมั่งคง
แล้วเราจะจัดการกับ Cash Flow ที่ได้มาอย่างไรดี ?


ผมขอแบ่ง Cash Flow ออกเป็น 2 แบบ จากแหล่งที่มานะครับ

1. Cash Flow ได้มาจาก “Product หลัก” ของเรา
ในที่นี้ผมหมายถึง TDEX นะครับ เพราะเป้าหมายหลักของผม คือ
สะสม TDEX เพื่อต่อยอดไปเล่นใน Level 3 , 4
พูดง่ายๆก็คือเพื่อนำไปเทรดคู่กับ Option และ Future นั่นเองครับ


โดย Cash Flow ที่ได้มาจาก TDEX หมดทั้งจำนวน
ผมจะนำไปขยายโซนให้ได้ครบทุกช่อง
แล้วก็ต่อด้วยการขยายจำนวน Unit ครับ
จะไม่เอาไปใช้อย่างอื่นนอกจากนี้ครับ


2. Cash Flow ที่มาจาก Product อื่น เช่น ETF ตัวอื่น
ที่ไม่มี Option และ Future รองรับ ( ต่อยอดไปเล่น Level 3-4 ไม่ได้ )
และ Cash Flow จาก VirusTrading ที่เทรดกับหุ้นครับ


Cash Flow ที่ได้มาก็จะนำมาแบ่งเป็น 3 ส่วนครับ


ส่วนแรก ก็จะเอาไปขยายโซนให้กับตัวมันเองก่อน
เพื่อเพิ่ม Cash Flow ในอนาคตครับ หรือไม่ก็
นำไปฝัง Virus ในหุ้นตัวใหม่ๆที่เราสนใจครับ
เพื่อให้ Cash Flow ไหลมาจากหลายๆทาง
เป็นการป้องกันความเสี่ยงที่เกิดจากราคาหุ้นนิ่ง
ไม่ไปไหนครับ


ส่วนที่สอง ก็จะส่งเข้าไปช่วย TDEX ขยายโซนครับ
เพราะบางที TDEX ที่เราคุมโซนไว้ห่างๆ มันก็ Generate Cash Flow
ไม่ค่อยได้สักเท่าไหร่ เราก็จะส่งกองกำลังไปช่วยเหลือ
เพื่อที่จะให้ TDEX มีโซนถี่ๆ ก็จะสามารถ Generate Cash Flow
ได้ง่ายและเร็วขึ้นครับ


ส่วนที่สาม ตรงนี้จะสะสมไว้เพื่อใช้ Bet Option ครับ
เพื่อเพิ่มผลตอบแทนให้กับพอร์ต ถ้า Bet ถูกก็ดีไป
ผิดก็ไม่เป็นไร เพราะเราเอากำไรมา Bet อยู่แล้วครับ
การ Bet ตรงนี้ก็จะ Bet ตาม Signal ของกอง C ครับ




นี่ก็เป็นแผน Cash Flow Management ของผมนะครับ
ถ้าใครมีไอเดียดีๆก็แลกเปลี่ยนกันได้ครับ




ขอให้ทุกท่านมีความสุขในการเทรดนะครับ : )

เขียนโดย Putthamath Duanganan ที่ 5:05 AM
----------------------------------------------------------------------

0118 : Basic KZM ตอน Cash Flow VS Capital Gain


สวัสดีครับ
วันนี้จะมาพูดถึงเรื่องของผลตอบแทน
ที่เรารู้ๆกันอยู่ก็คือ ผลตอบแทนจากการเล่นหุ้นมี 2 แบบ คือ
ผลตอบแทนจากเงินปันผล และ ผลตอบแทนจากส่วนต่างของราคา
นี่คือความรู้ที่เราได้จากตำราเรียนเกี่ยวกับการลงทุนทั่วไปครับ
ที่สำหรับเหล่า Hedge Fund นั่นจะมีผลตอบแทนอีกอย่าง
ตามมุมมองของพวกเค้าครับ ซึ่งพี่เด่นศรีและพี่ MudleyGroup
ได้นำสิ่งนี้มาเปิดเผยให้แก่คนไทยครับ
นั่นก็คือผลตอบแทนที่เรียกว่า กระแสเงินสด ( Cash Flow )
หรือบางทีชอบเรียกกันว่า กระแสเงินสดแฝง ในโมเดล DSM
ซึ่งเป็นผลตอบแทนจากส่วนต่างของราคาที่เป็นตัวเงินจริงๆ
ไม่ใช่เป็นเพียงกำไรที่ยังไม่รับรู้ หรือตัวเลขเขียวๆที่กระพริบเปลี่ยนแปลงไปๆมาๆ
Cash Flow นั้นอาจจะเป็นตัวเงินจริงๆ
หรือจะจากเหตุการณ์ที่ทำให้เงินของเรามีค่ามากขึ้นก็ได้
เช่น ในโมเดล DSM เวลาเล่นในขาลง เราจะทำการ Short Against Port
เพื่อรักษาและเพิ่มมูลค่าของเงินสดในมือ และสร้าง Cash Flow
จากการด้อยค่าลงของหุ้น ( เล่นขาลง หุ้นตก เงินสดในมือเราจะเหมือนมีมูลค่าเพิ่มขึ้น
เงินเท่าเดิม ซื้อหุ้นได้มากขึ้นนั่นเอง ) โดยจะสร้าง Cash Flow แบบนี้ครับ
หุ้นตัวหนึ่ง ราคา 10 บาท เรามีอยู่ 10,000 หุ้น
พอหุ้นลง เราขายหุ้นออกที่ 9 บาท จำนวน 1,000 หุ้น ได้เงินมา 9,000 บาท
แล้วพอหุ้นลงไปเหลือ 7 บาท เราก็กลับไปรับคืนมา 1,000 หุ้น
แต่เราใช้เงินไปเพียงแค่ 7,000 บาท เหลือเงินสดในมือ 2,000 บาท
2,000 บาท นี่คือ กระแสเงินสดแฝง หรือ Cash Flow ครับ
หรืออย่างในโมเดล KZM จะสร้าง Cash Flow จากหุ้นหลายๆกองทัพที่เราแบ่งไว้
แต่เป็นการซื้อถูก ขายแพง ตามกลยุทธ์ที่เราได้วางไว้ครับ
โดย จะมีกอง A เป็นทัพหลัก อีก 3 กอง คือ B C D เป็นหน่วยรบพิเศษ
มีหน้าที่ ดึง Cash Flow จากตลาดหุ้นมาเสริมกำลังให้แก่ทัพหลักคือกอง A
พอทัพหลักเรามีกำลังทัพมากขึ้นๆ ก็จะสร้างสร้าง Cash Flow ให้แก่เราได้เรื่อยๆ
ตราบเท่าที่ตลาดหุ้นยังคงอยู่ครับ
จะเห็นได้ว่า Cash Flow นั้นเป็นกำไรที่เป็นตัวเงิน หรือมูลค่าของเงินที่มากขึ้น
เหมือนเราดึงกำไรจริงๆออกจากระบบ ซึ่งต่างจาก Capital Gain ที่จะเพิ่มลด
ไปตามภาวะตลาด และทำให้พอร์ตเรามีโอกาสเกิด Drawdown ได้สูง
แต่ Cash Flow นั้น คือเงินในมือเรา
หากเจอตลาดขาลง Cash Flow ยิ่งจะมีค่าเพิ่มขึ้น
เพราะสินทรัพย์ ซึ่งในที่นี้ก็คือ หุ้น ด้อยค่าลง
เพราะงั้น Cash Flow จึงมีความสำคัญครับ
บางทีหากเราไม่ยึดติดกับคำว่ากำไร หรือ ยึดติดในตัวเลขเขียวๆของ Capital Gain
แต่หันมามองในแง่ของการ Generate Cash Flow ในพอร์ต
ในระยะยาว เราจะเจอกับความเสี่ยงที่น้อยกว่า
คนที่ยึดติดใน Capital Gain แล้วอัดหุ้นเต็มพอร์ตตลอดเวลาครับ
ซึ่งตรงนี้ก็แล้วแต่กลยุทธ์ของแต่ละคนครับ
บางคนอาจจะรู้ในธุรกิจนั้นๆดีมาก จนแทบทุกซอกทุกมุม
แบบนั้นการ Bet หนักๆ ก็ไม่ใช่ความเสี่ยงอะไร
เพราะเค้าลดความเสี่ยงด้วยความรู้ไปแล้ว
ซึ่งหากเราไม่ถนัดแบบเค้า ก็คงต้องหาวิธีอื่นในการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงครับ
อีกอย่างนึงที่เป็นข้อแตกต่างระหว่าง Cash Flow กับ Capital Gain ก็คือ
หากพอร์ตของเราสามารถ Generate Cash Flow ได้เรื่อยๆเนี่ย
เหมือนเราเล่นเกมต่อสู้แล้วไม่มีพลังหมดครับ
Cash Flow จะ Flow มาเติมให้เราเรื่อยจากระบบที่เราวางไว้
เหมือนเล่น Line Pop แบบหัวใจไม่มีหมดนั่นเองครับ
มีเพื่อนส่งมาให้เรื่อยๆ ตลอดๆ
แต่กับพอร์ตที่มีแต่ Capital Gain กับ เงินปันผล
หากเราเล่นพลาด หรือ อยากลงทุนเพิ่ม ถ้าไม่เพิ่มทุน ก็ต้อง Switch หุ้น
หากพลาดหน้าตักก็แหว่งอีก เจอ Drawdown ก็ต้องทนเงินหายอีก
แบบนี้อาจจะเกิดภาระกับจิตใจของเราในช่วงที่หุ้นตกแรงๆได้ครับ

นี่ก็เป็นมุมมองที่ผมคิดขึ้นมาเล่นๆช่วงออกกำลังกายหลังเลิกงานวันนี้ครับ
ก็ลองพูดคุยแลกเปลี่ยนไอเดียกันได้นะครับ
เขียนโดย Putthamath Duanganan ที่ 5:10 AM

----------------------------------------------------------------------

0123 : Basic KZM ตอน It’s just a number!



It’s just a number!



สวัสดีครับ วันนี้จะมาพูดถึงเรื่องของการเริ่มต้น KZM ครับ
ช่วงที่ตลาดหุ้นอยู่ในระดับ 1,500 จุดเนี่ย
บางคนอาจจะทำใจเริ่มลงทุนได้ลำบากหน่อยนึง
เพราะตลาดมีโอกาสออกได้ทุกทาง
จะขึ้นต่อก็ได้ หรือ จะลงก็ไม่มีใครรู้
ไม่ก็อาจจะ Side way ไปอีกนาน เราไม่มีทางรู้แน่ชัดหรอกครับ
( เพราะถ้ารู้ เราคงรวยไปนานแล้ว - -“ )


ทีนี้คนที่อยากเริ่มต้นเทรดหุ้น ( ประเภทที่ไม่เคยเล่นหุ้นมาก่อนเลย )
เพื่อนผมบางคนเข้ามาอ่าน Blog หรือ ไปอ่านกระทู้ KZM ของพี่ต้านใน pantip
เกิดอยาก Set Model KZM ขึ้นมามั่ง มาถามผมว่าเริ่มตอนนี้จะได้ไหม?
หุ้นมันดูแพงๆไปหน่อยรึเปล่า?
หรือซื้อตอนนี้เกิดมันลงล่ะจะทำยังไง?


ผมก็ตอบแบบกวนๆว่า ให้ทำไงล่ะ ก็ทำตามแผนไง…
คือ การที่เรา Set Model KZM ก็เหมือนเราแบ่ง Money Management
เป็นหน่วยที่เล็กที่สุดอยู่แล้วครับ ซึ่งแต่ละโซนต่างก็มีหน้าที่ของมัน
อย่างหุ้นอยู่ที่ 10 บาท แต่เราซื้อรวบโซน 11 บาท ถึง 20 บาทไว้
หุ้นโซน 11 บาทก็มีหน้าที่ขายที่ 12 บาท แม้ว่าตอนนี้มันจะมีกำไรอยู่
แต่ยังไม่ถึงเวลาทำหน้าที่ของมันครับ


หรือในทางกลับกัน ตอนนี้หุ้นราคา 5 บาท แต่เราซื้อรวบโซนบนไว้ตอน 8 บาท
รวบไปจนถึงโซน 20 บาท เพราะงั้นโซน 6 บาท – 20 บาทก็คือติดดอย
ติดดอยแล้วไง? ติดก็คือติดครับ มันติดตามหน้าที่ของมันอยู่แล้ว
หน้าที่ของมันคือ โซน 6 บาท จะขายก็ต่อเมื่อราคา 7 บาท
โซน 20 บาทจะขายตอน 21 บาท นี่แหละคือหน้าที่ของหุ้นแต่ละโซน


ที่นี้พอเราเข้าใจหน้าที่ของหุ้นแต่ละโซนแล้ว
ก็เหมือนว่าเราเข้าเล่นในตรงไหนก็ได้ ราคาไหนก็ได้
เพราะเรามีแผนรองรับว่า หุ้นขึ้นถึงตรงนี้เราจะทำอะไร
หุ้นลงถึงตรงนี้เราจะรับเท่าไหร่…
อย่างที่พี่ต้านเอาคำพูดของ Simon มา Post ไว้แหละครับ
It’s just a number! ( ถ้าเราเข้าใจเรื่องของตัวเลขแล้ว ไม่ว่าราคาเท่าไหร่
มันก็จะ Generate Cash Flow ให้เราได้เสมอ )

เขียนโดย Putthamath Duanganan ที่ 3:58 PM

แสดงความคิดเห็น

My Instagram

Designed by OddThemes | Distributed by Blogger Themes